เสียงเพลงจะทำให้แก้วแตกได้จริงหรือ?

คำตอบ ของ เสียงเพลง ทำให้แก้วแตกได้จริงหรือ?

เสียงเพลง

สำหรับการร้องเพลง หรือว่าการขับร้อง คือการทำให้เกิดเสียงดนตรีจากเสียง และการเสริมด้วยถ้อยคำทั้งระบบเสียงสูงต่ำแบบมีจังหวะ คนที่ขับร้องเพลงเรียกว่านักร้อง และนักร้องก็คือแสดงการขับร้องเพลง ซึ่งนั่นอาจจะร้องแบบอะแคปเปลา (ร้องเพลงโดยไม่ใช้ดนตรี) หรือมีนักดนตรี มีเครื่องดนตรีประกอบ และไม่ว่าจะเป็นเครื่องดนตรีตัวเดียวหรือว่าแบบเต็มวง การร้องนั้นส่วนใหญ่จะร้องร่วมการแสดงกับนักดนตรีกลุ่มอื่น ซึ่งไม่ว่าจะเป็นกลุ่มคอรัสที่ร้องในเสียงที่แตกต่างกัน หรือว่ากลุ่มนักเล่นดนตรี อย่างเช่นวงร็อกเป็นต้น

นอกจากนี้แล้วการร้องเพลงนั้นอาจร้องแบบไม่เป็นทางการ เป็นการร้องเพื่อความบันเทิง อย่างเช่นการร้องระหว่างการอาบน้ำ ร้องคาราโอเกะ หรือว่าการร้องในบางกรณีร้องอย่างเป็นทางการ อย่างเช่น การร้องในระหว่างพิธีทางศาสนา หรือว่าจะเป็นนักร้องอาชีพร้องเพื่อแสดงบนเวทีหรือว่าร้องในสตูดิโอ

การร้องหรือว่าการขับร้องที่มีทักษะสูงหรือร้องในระดับอาชีพ มักจะต้องอาศัยความสามารถแต่กำเนิด ซึ่งการเรียนการสอน นักร้องมืออาชีพจะสร้างหนทางสู่อาชีพด้วยการเป็นนักร้องในด้านของแนวเพลงต่าง ๆ อย่างเช่น นักร้องคลาสสิก นักร้องร็อก ซึ่งพวกเขาเหล่านี้ต่างก็ต้องฝึกทักษะการร้องในแนวเพลงนั้น ทั้งจากครูสอนร้องหรือโค้ชร้อง ในอาชีพของพวกเขา

และการร้องเพลงในยุคปัจจุบันนี้นับว่ามีมากมายหลากหลายแนวเพลงด้วยกันแต่ทว่าการร้องเพลงนั้นก็ยังมีข้อสงสัยอยู่นะคะว่า…”เสียงเพลงทำให้แก้วแตกได้จริงหรือ?” สำหรับข้อสงสัยนี้เรามีคำตอบให้คุณนะคะ

และสำหรับเสียงสูงๆ เสียงดังๆ หรือแม้กระทั่งการร้องเพลงด้วยเสียงสูงๆ ติดต่อกันเป็นเวลานานก็สามารถทำให้แก้วแตกได้ นั้นถือว่าเป็นเรื่องจริงนะคะ เนื่องจากว่าเป็นปรากฎการณ์ธรรมชาติซึ่งเรียกว่าการเกิด “กำทอน (Resonance)”ของเสียง ก็คือการเกิดการแทรกสอดของคลื่นเสียงแบบเสริมกัน และเพื่อให้เข้าใจในเรื่องนี้ง่ายขึ้น คุณลองนึกถึงเวลาเราไกวชิงช้าได้จังหวะเหมาะๆ และพอดี ชิงช้าจะยิ่งไกวสูงขึ้น แต่ทว่าถ้าไกวชิงช้าผิดจังหวะจะทำให้ชิงช้าไกวเบาลง เนื่องจากว่าแรงที่ผิดจังหวะไปหักล้างกับการเคลื่อนไหวของชิงช้าเสียหมด แก้วก็เช่นเดียวกันค่ะ

โดยเรื่องนี้สามารถอธิบายตามหลักการทางวิทยาศาสตร์ได้ว่า การกำทอน คือ ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นก็ต่อเมื่อใส่พลังงานให้กับวัตถุ ก็จะทำให้วัตถุสั่นด้วยความถี่ธรรมชาติ และถ้าความถี่ของพลังงานที่ให้กับวัตถุที่มีความถี่เท่ากับความถี่ของการสั่นที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติของวัตถุนั้น ก็จะเป็นผลทำให้วัตถุนั้นรับพลังงานเข้าไปได้ดีที่สุด ซึ่งนั่นก็จะทำให้วัตถุนั้นสั่นด้วยแอมพลิจูด (Amplitude) ซึ่งนั่นก็คือขนาดของการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากการแกว่งตัวในระบบที่มากขึ้น

อย่างไรก็ดี การที่เสียงทำให้แก้วแตกก็แล้วแต่แก้วในแต่ละใบจะมีการสั่นสะเทือนด้วยความถี่เฉพาะตัว และถ้าลองใช้ดินสอเคาะแก้ว เราก็จะได้ยินเสียงเหมือนเดิมทุกครั้ง ในขณะที่คลื่นเสียงจากนักร้องก็ทำให้แก้วสั่นสะเทือนได้เช่นกัน และถ้าหากว่าความถี่ของเสียงไม่พอดี มันก็จะหักล้างกับการสั่นสะเทือนของแก้ว แต่ทว่าถ้านักร้องคนใดสามารถปรับความถี่ของเสียงได้พอเหมาะกับการสั่นสะเทือนของแก้วก็จะทำให้แก้วสั่นแรงขึ้นจนแตกได้

และสำหรับหลักการกำทอน หรือว่าการสั่นพ้องนี้ ซึ่งมักจะถูกนำมาใช้ในการสร้างเตาไมโครเวฟที่เราใช้กันอยู่ทั่วไป โดยคลื่นไมโครเวฟนั้นจะมีความถี่พ้องกันกับความถี่ของน้ำ จึงทำให้น้ำในวัตถุนั้นสั่นจนเกิดความร้อนได้

และจาการทดลองภายในรายการ Dara Ó Briain’s Science Club ของสหราชอาณาจักร ที่ได้ทำการทดลองด้วยการใช้ลำโพง และจากผลปรากฏว่าแก้วแชมเปญนั้นค่อยๆ สั่นแรงขึ้นจนสามารถแตกได้จริงๆ ตามทฏษฎีทางฟิสิกส์ที่เคยได้กล่าวเอาไว้

อย่างไรก็ตาม เสียงที่จะทำให้แก้วแตกได้นั้นต้องใช้ความดังสูงมากถึง 100 เดซิเบล ซึ่งเทียบเท่ากับเสียงของเครื่องตัดหญ้าและการทดลองที่เกิดขึ้นนี้ไม่สามารถใช้ได้กับแก้วน้ำทั่วไปที่เราใช้ดื่มปกติ เนื่องจากว่ารูปทรงของแก้วไม่เอื้อต่อการสั่นสะเทือน เท่ากับแก้วไวน์ และแก้วแชมเปญที่จะทำให้เกิดการสั่นสะเทือนมากกว่า

นอกเหนือจากนั้นบรรดาเครื่องแก้วที่เป็นของโบราณก็ยิ่งเพิ่มโอกาสที่จะแตกได้ง่ายกว่า โดยเฉพาะแก้วที่มีริ้วรอยของการแตกร้าวอยู่แล้วจะยิ่งมีโอกาสแตกหักง่ายขึ้นเมื่อเกิดการสั่นสะเทือน

จากเรื่องราวที่เรานำมาเพิ่มความรู้ให้กับคุณในครั้งนี้นั้นเป็นความรู้และความสงสัยที่หลายคนยังคงต้องการจะรู้คำตอบและวันนี้คุณก็ได้รู้แล้วนะคะว่าเสียงเพลงทำให้แก้วแตกได้จริง ส่วนปรากฎการณ์“กำทอน (Resonance)” คือการสั่นพ้องหรือการกำทอน หรือปรากฏการณ์ที่เกิดจากระบบ 2 ระบบซึ่งระบบหนึ่งนั้นจะสั่นด้วยความถี่ธรรมชาติ อีกระบบหนึ่งสามารถปรับความถี่ได้ และถ้าเรายังปรับความถี่ของระบบนี้ให้เท่ากับความถี่ของระบบแรก ซึ่งนั่นจะทำให้ระบบแรกสั่นด้วยแอมปลิจูดมากขึ้นและสั่นนาน

ปรากฏการณ์นี้เรียกว่าเกิดการสั่นพ้องหรือกำทอน โดยกำทอนของเสียงก็คือการเกิดคลื่นนิ่งในท่อทดลองนั่นเอง รูปข้างล่างเป็นการเกิดการสั่นพ้อง โดยเราจะต้องปรับความยาวของท่อทดลอง(โดยการปรับระดับน้ำ)เพื่อให้เกิดคลื่นนิ่ง นั่นแสดงว่าขณะนั้นความถี่ของคลื่นนิ่งในท่อทดลองเท่ากับความถี่ของแหล่งกำเนิด

News Reporter